Outsourcingคือ การใช้บริการจากภายนอกองค์กร ที่เรียก ผู้ให้บริการ
(Service Providers) เพื่อช่วยงานในบางส่วนชั่วคราวหรืองานพื้นฐานระยะยาว
ธุรกิจหลายแห่งอาจต้องการพนักงานเพิ่มเติม เช่น นักเขียนโปรแกรม
นักวิเคราะห์ระบบและเจ้าหน้าที่ทางด้านเทคนิคให้มาช่วยงานในช่วงเร่งด่วน
ในระยะเวลาสั้นๆ ดังนั้นแทนที่จะต้องเพิ่มพนักงาน
อาจกระทำโดยการว่าบริษัทจัดหาคนช่วย (Contract Personnel Firm) โดยจ่ายค่าบริการเฉพาะช่วงที่กำหนด หรืออาจติดต่อที่ปรึกษาทางด้านไอที
เมื่อต้องการความชำนาญเฉพาะด้าน
การ Outsource คือการที่องค์กรมอบหมายงานบางส่วนของตนให้กับบุคคลหรือองค์กรภายนอก
มาดำเนินการแทน
โดยผู้ว่าจ้างจะเป็นผู้กำหนดและควบคุมกำกับทุกส่วนตั้งแต่นโยบายไปจนถึงการ
ปฏิบัติงานในทุก ๆ ขั้นตอนของผู้รับจ้าง
ข้อดี
- ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายขององค์กร
ทำให้กระแสเงินหมุนเวียนในองค์กรมีสภาพคล่องตัวมากยิ่งขึ้น ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันขององค์กรให้มากขึ้น
เนื่องจากการดำเนินการต่างๆ จะเกิดความสะดวก รวดเร็ว ประหยัด และมีประสิทธิภาพสูง
- ช่วยทำให้พนักงานมีโอกาสใช้ศักยภาพของตนเองได้เต็มที่
เนื่องจากจะมีการสับเปลี่ยนโยกย้ายพนักงานจากส่วนเดิม ไปในส่วนงานใหม่
ทำให้พนักงานเกิดแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ต่องาน
- สามารถควบคุมต้นทุนการดำเนินงานให้ต่ำลง
และขจัดต้นทุนที่จะก่อให้เกิดความล้มเหลวในเบื้องต้นได้
- องค์กรสามารถขยายธุรกิจด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ก่อให้เกิด Business
Line เพิ่มขึ้น และสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ขององค์กร
- และช่วยองค์กรสามารถผลักภาระการลงทุนทางด้านเทคโนโลยีต่างๆ
ให้กับบริษัทว่าจ้างได้
ข้อเสีย
- คือ บริษัทที่ outsourcing เข้ามา
ประสิทธิภาพในการทำงานไม่คงที่ เนื่องจากจะมีการเปลี่ยนชุดทำงานบ่อย
ทำให้ขาดทักษะความชำนาญต่อเนื่องในระบบการดำเนินงาน
- ความรู้สึกผูกพันและความรับผิดชอบต่อองค์กรของพนักงานที่ว่าจ้างเข้ามามี
น้อย เนื่องจากลักษณะงานเป็นการทำสัญญาว่าจ้างระยะสั้น
ทำให้พนักงานบางส่วนไม่รู้สึกว่าถูกจูงใจต่อการทำงาน
- เกิดช่องว่างความขัดแย้งในการทำงานร่วมกันระหว่างพนักงานขององค์กรกับ
พนักงานที่ว่าจ้างเข้ามา ซึ่งจะส่งผลเสียต่อลูกค้าและผู้มาติดต่อกับองค์กร
- กระบวนการสรรหา คัดเลือก บุคลากรของบริษัทที่องค์กรจ้างเข้ามา
มักได้บุคลากรที่ขาดคุณสมบัติและมีการฝากเข้ามาร่วมงาน
ทำให้คุณภาพของบุคลากรต่ำกว่ามาตรฐานที่องค์กรกำหนดไว้
แม้ว่าจะมีการฝึกอบรมก็ช่วยได้เพียงเล็กน้อย
- ต้องมีการจัดตั้งคณะทำงานควบคุมดูแลบริษัทที่ว่าจ้างเข้ามาในแง่ของประสิทธิภาพการทำงาน
ทำให้องค์กรไม่เกิดการประหยัดค่าใช้จ่ายจริง
- หากพิจารณาไม่ชัดเจนระหว่างกิจกรรมหลักและกิจกรรมเสริมขององค์กร
จะทำให้ความสามารถหลัก ในการแข่งขันขององค์กรไม่เกิดขึ้นจริง และกลายเป็นจุดอ่อนในระยะยาว
รวมทั้งหากได้บริษัทที่ไม่มีความรู้ความชำนาญ และมีประสบการณ์ตรงจริง
จะส่งผลเสียต่อภาพลักษณ์ และความน่าเชื่อถือจากบุคคลภายนอกได้
- ในการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างภายในองค์กร
ถือว่าเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยองค์กรธุรกิจต่างๆ
ต้องมีการเตรียมตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ซึ่งนับวันคู่แข่งขันจะมีความเป็นสากลและแข็งแกร่งมาก
กระแสโลกและข้อตกลงทางการค้าที่ให้มีการเปิดเสรี
และปัจจัยสภาพแวดล้อมภายนอกจะเป็นภัยคุกคามกับองค์กร ดังนั้น การจัดการเพื่อการเปลี่ยนแปลง(Change
Management) จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
- หากองค์กรเตรียมการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ
มีการเปรียบเทียบผลดีและผลเสียที่ชัดเจนแล้ว
การเปลี่ยนแปลงนั้นย่อมปราศจากคลื่นใต้น้ำ ซึ่งการจัดการสมัยใหม่
เพื่อการเปลี่ยนแปลงต้องใช้ความร่วมมือของคนในองค์กรเป็นหลัก
จึงจะสามารถขับเคลื่อนองค์กรไปได้ แต่ถ้าตราบใดมีผู้ไม่เห็นด้วย ไม่ให้ความร่วมมือ
ตราบนั้นคลื่นใต้น้ำก็จะก่อตัวขึ้น
ท้ายที่สุดก็จะไม่แตกต่างอะไรกับคลื่นสึนามิที่รอวันปะทุล้มกระดานทั้ง องค์กร
อ้างอิง http://chirattikan.blogspot.com